ไม่ว่าจะเป็นเสียงของเครื่องจักรที่ทำงานอย่างสม่ำเสมอ ไฟส่องสว่างที่ให้ทัศนวิสัยอย่างทั่วถึง เครื่องมือและอุปกรณ์ที่กำลังทำงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งหมดนี้ล้วนดำเนินไปได้เพราะ “พลังงานไฟฟ้า” เส้นเลือดหล่อเลี้ยงที่มองไม่เห็นแต่ขาดไม่ได้สำหรับอุตสาหกรรมการผลิต หากสิ่งเหล่านี้หยุดชะงักไปเพียงชั่วโมงเดียวก็อาจสร้างความเสียหายทางธุรกิจระดับมหาศาล และนี่คือเหตุผลว่าทำไมการตรวจสอบระบบไฟฟ้าโรงงานอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้งจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่คือความจำเป็น
ความสำคัญของการตรวจสอบไฟฟ้าโรงงานรายปี
เพื่อความปลอดภัย
ระบบไฟฟ้าที่บกพร่องอาจนำไปสู่อุบัติเหตุร้ายแรง เช่น ไฟไหม้ ไฟดูด หรือการระเบิด อาจส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บหรือเสียชีวิตของพนักงานได้
ลดความเสี่ยงของการหยุดชะงักในการผลิต
ปัญหาระบบไฟฟ้าที่ไม่ได้รับการแก้ไขอาจนำไปสู่การหยุดชะงักของกระบวนการผลิต ซึ่งจะสร้างความเสียหายทางการเงินอย่างมหาศาล
ยืดอายุการใช้งานของเครื่องมือและอุปกรณ์
การบำรุงรักษาระบบไฟฟ้าโรงงานอย่างสม่ำเสมอจะช่วยยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ไฟฟ้าได้ รวมถึงลดค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนอุปกรณ์ใหม่
เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
ระบบไฟฟ้าที่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมจะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยลดการสิ้นเปลืองพลังงานและลดค่าไฟฟ้า
เป็นการปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการตรวจสอบไฟฟ้าโรงงาน
การตรวจสอบระบบไฟฟ้าโรงงานตามกำหนดเวลาเป็นข้อบังคับทางกฎหมายสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม หากไม่ปฏิบัติตาม จะถูกลงโทษตามข้อกำหนดของกฎหมายเกี่ยวกับการตรวจสอบไฟฟ้าโรงงาน ได้แก่ “กฎกระทรวงกำหนดมาตรการความปลอดภัยเกี่ยวกับระบบไฟฟ้าในโรงงาน พ.ศ. 2550” อาจถูกสั่งปรับ หรือให้ระงับการดำเนินงานบางส่วนหรือทั้งหมด จนกว่าจะปฏิบัติตามข้อกำหนด
มาตรฐานการตรวจระบบไฟฟ้าโรงงาน
นอกจากทางโรงงานจะต้องดำเนินการตรวจสอบไฟฟ้าโรงงานรายปีโดยวิศวกรไฟฟ้าที่มีใบอนุญาต พร้อมจัดทำรายงานผลการตรวจสอบเพื่อยืนยันความปลอดภัยของระบบแล้ว กระบวนการตรวจสอบระบบไฟฟ้าโรงงานยังต้องดำเนินการตามมาตรฐานที่กำหนดโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่
- มาตรฐานการติดตั้งทางไฟฟ้าสำหรับประเทศไทย (มาตรฐาน วสท. 1001-2561)
- มาตรฐานของการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (MEA/PEA)
- มาตรฐานสากล เช่น IEC (International Electrotechnical Commission) และ NEC (National Electrical Code)
ข้อกำหนดและแนวทางปฏิบัติในการตรวจสอบไฟฟ้าโรงงานรายปี
1. การตรวจสอบระบบสายไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้า
การตรวจสอบสายไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าเพื่อลดความเสี่ยงจากการเกิดอัคคีภัยและไฟฟ้าชำรุดที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรง มีแนวทางดังนี้
- ตรวจสอบความเสียหายของสายไฟ เช่น สายไฟแตกหัก การเสื่อมสภาพของฉนวน และรอยไหม้
- ตรวจสอบการเชื่อมต่อสายดิน เพื่อให้แน่ใจว่าการเชื่อมต่อลงดินถูกต้อง ลดความเสี่ยงจากไฟฟ้าดูด
- ตรวจสอบวิธีป้องกันไฟฟ้าลัดวงจรในโรงงาน เช่น เบรกเกอร์และฟิวส์ ว่าอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน และสามารถตัดกระแสไฟได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อเกิดปัญหา
- ตรวจสอบการติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น ปลั๊กไฟ สวิตช์ หรือตู้ควบคุมไฟฟ้า ว่าไม่มีการหลวมของขั้วต่อหรือรอยไหม้
2. การวัดค่าทางไฟฟ้า
การตรวจวัดค่าทางไฟฟ้าจะช่วยให้คุณทราบถึงสภาพการทำงานของระบบ และสามารถป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้ โดยมีแนวทางการตรวจสอบระบบไฟฟ้าโรงงาน ดังนี้
- ตรวจสอบแรงดันและกระแสไฟฟ้า เพื่อให้แน่ใจว่าระบบไฟฟ้าทำงานภายใต้ค่ามาตรฐานที่กำหนด และไม่มีการใช้พลังงานเกินความสามารถของระบบ
- ตรวจสอบค่าความเป็นฉนวนของสายไฟ โดยใช้เครื่องมือทดสอบฉนวนไฟฟ้า (Insulation Resistance Tester) เพื่อป้องกันไฟฟ้ารั่ว
- ตรวจสอบค่าความต้านทานของสายดิน เพื่อให้แน่ใจว่าระบบสายดินสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดความเสี่ยงจากไฟฟ้าดูด
3. การตรวจสอบอุปกรณ์ควบคุมไฟฟ้า
อุปกรณ์ควบคุมไฟฟ้าถือเป็นหัวใจสำคัญของระบบไฟฟ้าโรงงานเลยทีเดียว ดังนั้น ควรมีการตรวจสอบเป็นประจำเพื่อให้แน่ใจว่าอุปกรณ์ยังคงสามารถทำงานได้อย่างปลอดภัย ด้วยแนวทางต่อไปนี้
- ตรวจสอบตู้ควบคุมไฟฟ้า (MDB, DB) ว่ามีสภาพพร้อมใช้งาน ไม่มีรอยไหม้ หรือสายไฟหลวม
- ตรวจสอบอุปกรณ์ตัดกระแสไฟฟ้า เช่น คอนแทคเตอร์ รีเลย์ และเซอร์กิตเบรกเกอร์ว่าสามารถทำงานได้ตามมาตรฐาน
- ตรวจสอบระบบป้องกันไฟฟ้าเกินพิกัด เช่น อุปกรณ์ป้องกันโหลดเกิน (Overload Protection) หรือเซอร์กิตเบรกเกอร์ ว่ามีการตัดไฟอัตโนมัติเมื่อกระแสไฟฟ้าเกินค่าที่กำหนดหรือไม่
4. การตรวจสอบระบบไฟฟ้าโรงงานสำรอง
ระบบไฟฟ้าสำรองมีความสำคัญอย่างมากในกรณีไฟฟ้าดับ เพื่อให้กระบวนการผลิตดำเนินต่อไปได้โดยไม่หยุดชะงัก โดยแนวทางการตรวจสอบมีดังนี้
- ตรวจสอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (Generator) ว่าพร้อมใช้งาน มีการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงและระบบระบายความร้อนทำงานได้ดี
- ตรวจสอบแบตเตอรี่สำรองของระบบไฟฟ้า เช่น UPS (Uninterruptible Power Supply) ว่ามีประสิทธิภาพเพียงพอในการจ่ายไฟเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
- ทดสอบการทำงานของระบบไฟฟ้าฉุกเฉิน โดยจำลองสถานการณ์ไฟฟ้าดับเพื่อตรวจสอบว่าเครื่องกำเนิดไฟฟ้าและระบบสำรองไฟทำงานได้ตามที่คาดหวัง
อุปกรณ์ที่ใช้ตรวจสอบระบบไฟฟ้า มีอะไรบ้าง ?
- เครื่องวัดแรงดันไฟฟ้า (Voltmeter) สำหรับวัดแรงดันไฟฟ้าในวงจร
- เครื่องวัดกระแสไฟฟ้า (Ammeter/Clamp Meter) สำหรับวัดกระแสไฟฟ้า
- เครื่องวัดความเป็นฉนวน (Insulation Tester) สำหรับตรวจสอบค่าความเป็นฉนวนของสายไฟ
- เครื่องทดสอบระบบสายดิน (Earth Tester) สำหรับวัดค่าความต้านทานของระบบสายดิน
- กล้องถ่ายภาพความร้อน (Thermal Camera) สำหรับตรวจจับความร้อนผิดปกติในตู้ไฟฟ้า
- เครื่องวิเคราะห์คุณภาพไฟฟ้า (Power Quality Analyzer) ใช้วิเคราะห์คุณภาพของกระแสไฟฟ้า เช่น ฮาร์มอนิกส์ แรงดันตก
- เครื่องวัดกระแสรั่ว (Leakage Current Tester) ใช้ตรวจหากระแสไฟฟ้ารั่ว
- เครื่องวัดความเร็วรอบมอเตอร์ (Tachometer) ใช้ตรวจสอบความเร็วรอบของมอเตอร์ไฟฟ้า
ตรวจระบบไฟฟ้าโรงงานราคาเท่าไหร่?
ค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบระบบไฟฟ้าโรงงานนั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น
- ขนาดของโรงงาน โรงงานขนาดใหญ่จะมีระบบไฟฟ้าที่ซับซ้อนกว่า จึงมีค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบที่สูงกว่า
- ความซับซ้อนของระบบ ระบบไฟฟ้าที่มีความซับซ้อนสูง เช่น ระบบควบคุมอัตโนมัติ หรือระบบที่มีมอเตอร์จำนวนมาก จะมีค่าตรวจสอบที่สูงกว่า
- ประเภทของการตรวจสอบ การตรวจสอบระบบไฟฟ้าโรงงานขั้นพื้นฐานจะมีราคาถูกกว่าการตรวจสอบเชิงลึกที่มีการใช้อุปกรณ์พิเศษ
- คุณสมบัติของผู้ตรวจสอบ วิศวกรไฟฟ้าที่มีประสบการณ์สูงและได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีอัตราค่าบริการที่สูงกว่า
โดยทั่วไป การตรวจสอบระบบไฟฟ้าโรงงานจะมีค่าใช้จ่ายตั้งแต่หลักหมื่นจนถึงหลักแสนบาทต่อปี อย่างไรก็ตาม ควรพิจารณาค่าใช้จ่ายเหล่านี้เป็นการลงทุนเพื่อความปลอดภัยและการป้องกันความเสียหายที่อาจมีมูลค่าสูงกว่าหลายเท่า หากเกิดปัญหาจากระบบไฟฟ้าเข้าจริง ๆ
สรุป
การตรวจสอบไฟฟ้าโรงงานรายปี เป็นกระบวนการที่มีความสำคัญยิ่งต่อความปลอดภัยและความต่อเนื่องในการดำเนินงานของโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งนอกจากจะเป็นการปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมายเกี่ยวกับการตรวจสอบไฟฟ้าโรงงานแล้ว ยังถือเป็นการบริหารความเสี่ยงที่ชาญฉลาดเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงควรให้ความใส่ใจกับการว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในการตรวจสอบระบบไฟฟ้า และควรพัฒนาแผนการบำรุงรักษาระบบไฟฟ้าโรงงาน เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย พร้อมปกป้องทั้งชีวิตและทรัพย์สินอันมีค่าในระยะยาว
Q-CHANG for Business พร้อมให้บริการตรวจสอบระบบไฟฟ้าโรงงาน ด้วยทีมช่างมืออาชีพที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่พร้อมให้คำปรึกษาในทุกขั้นตอน เริ่มจากการเข้าตรวจสอบหน้างานตามวัตถุประสงค์ที่ลูกค้าต้องการ สรุปรายละเอียดเกี่ยวกับระบบไฟฟ้าหรือจุดที่ต้องแก้ไข เสนอราคาค่าซ่อมที่ครอบคลุมทั้งค่าอุปกรณ์และค่าแรง ไปจนถึงการนัดหมายเข้าซ่อมเมื่อลูกค้ายืนยัน หากคุณกำลังประสบปัญหาเกี่ยวกับระบบไฟฟ้าหรือพบความผิดปกติในระบบไฟฟ้าภายในอาคารโรงงาน ติดต่อเราได้เลยวันนี้
Contact
LINE OA : @qchangforbusiness หรือคลิก https://lin.ee/RZPKb1u
Website : https://biz.q-chang.com
Tel : 02-821-6545